2007/Apr/03

เวลาผ่านไป

2 ปีต่อมาประเทศเกาหลี

"เสียงสดใสของชายหนุ่มผมสีน้ำตาลทองซอยยาวประบ่ารวบมัดเรียบร้อยรับกับใบหน้าหวานซึ้งและดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยดูอ่อนโยนและร่างสูงโปร่งก็โค้งตัวลงอย่างนอบน้อมให้กับแขกที่เข้ามาใช้บริการในร้านอาหารจากนั้นชายหนุ่มก็เดินกลับไปเก็บทำความสะอาดโต๊ะด้วยท่าทางแข็งขันแล้ว...พี่ลีทึกครับเดี๋ยวโต๊ะนี้ผมเก็บเองพี่เข้าไปพักกินข้าวก่อนเถอะ"

เสียงทุ้มอ่อนโยนของเด็กหนุ่มร่างสูงผมดำซอยสั้นแค่คอใบหน้าใสแต่ขรึมดวงตาเรียวสีนิลมีประกายนิ่งพูดเบาๆลีทึกเลยเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มพลางพูดขอบคุณเบาๆเช่นกันขอบใจมากเยซอง"

ในครัวหลังร้านอาหาร

ร่างอ้วนกลมของเด็กหนุ่มผมหยักศกสั้นสีทองเข้ากันดี๊ดีกับใบหน้าอูมแต่ดูน่ารักและดวงตาเรียวดำมีประกายเริงร่าก็กำลังทำอาหารพลางฮัมเพลงอย่างมีความสุขและที่นั่งฮึมฮำหลั่นล้าอยู่เคียงข้างก็คือเด็กหนุ่มร่างสูงผอมผมสั้นสีทองตัดเป็นทรงหน้าม้าเข้ากับใบหน้าใสเอ๋อแต่ดูน่ารักและดวงตาที่มีประกายฝันๆอยู่เสมอทั้ง 2 หนุ่มนั้นก็คือคู่ซี้คู่ฮาชินดงและอึนฮยอกนั่นเอง!พี่ทึกกี้มานั่งเร็วๆครับเดี๋ยวผมทำอาหารให้ทาน"

ชินดงพูดอย่างร่าเริงส่วนอึนฮยอกก็รีบเข้ามาดึงแขนพาพี่ชายคนโตนั่งลงพลางหากระดาษมาพัดวีให้อย่างเอาใจลีทึกเลยยิ้มนิดๆแล้วชายหนุ่มก็หันมองไปรอบตัวก่อนจะเอ่ยถามอย่างงงๆว่าอ้าว! แล้วคนอื่นหายไปไหนกันหมดล่ะทำไมทั้งร้านเหลือแค่ 2 เองเหรอ"อ๋อ! ไอ้พวกชอบประจบนาย 3 ตัวนั่นมันบอกจะออกไปซื้อของมาเพิ่มน่ะครับแต่ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลยฮึ! อย่างว่าแหละคนมันดีแต่ชะเลียกับแอบอู้! ไอ้พวกทำงานงกๆอย่างเรา 4 คนน่ะสู้พวกมันไม่ได้หร๊อก!"

"ชินดงพูดอย่างไม่ค่อยพอใจนักอึนฮยอกที่จัดเป็นหนุ่มน้อยผู้แสนจะมองโลกในแง่ดีเลยเอ่ยแย้งว่าไม่เอาน่าดงฮีบางที 3 คนนั่นอาจจะมีปัญหานิดหน่อยเงินที่เอาไปอาจจะไม่พอหรือไม่ก็ของที่จะซื้อมันหมดต้องวิ่งไปหาที่อื่นที่ไกลกว่าหรือไม่ก็..."โธ่! ฮยอกแจ!เลิกเข้าข้างพวกมันที! นายก็รู้นี่ว่าหน้าที่ไปซื้อของใช้คนแค่คนเดียวก็พอนี่ล่อไปตั้ง 3 แถมตัวพ่อครัวยังไปเองอย่างเงี้ย! มันน่า..."เอาล่ะๆพอกันทั้งคู่นั่นล่ะชินดงอึนฮยอกไหนล่ะอาหารของพี่...หิวแล้วน๊า"

ลีทึกพูดเสียงอ่อนเพื่อยุติข้อถกเถียงของเจ้า 2 หนุ่มเพื่อนซี้ที่ตอนนี้จะกลายเป็น 2 หนุ่มคู่ซี้แหงแก๋ไปแทน! แล้วพออาหารที่ชินดงทำให้เสร็จแล้วลีทึกก็ก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารเพื่อจะได้รีบไปช่วยเยซองที่อยู่ทำงานด้านนอกเพียงลำพังแต่...ยังไม่ทันที่ลีทึกจะกินเสร็จดีเสียงเอะอะที่ดังมาจากข้างนอกก็ทำให้ทั้ง 3 หนุ่มเกือบสะดุ้งแล้วลีทึกก็เป็นคนแรกที่ได้สติเลยรีบวิ่งออกไปดูตามมาด้วยชินดงที่ลากอึนฮยอกที่ยังเอ๋อๆเบลอๆให้วิ่งตามออกไปบ้าง

ด้านนอกในห้องอาหารลูกค้าที่นั่งกันอยู่เพียง 2 โต๊ะก็กำลังเบิกตามองเยซองกำลังมีเรื่องกับหญิงสาวท่าทางธรรมดาๆแต่เสียงแจ๋นแจ๋ 3 คนซึ่งทั้ง 3 นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคนที่ชินดงว่า...ดีแต่ชะเลียนาย...นั่นล่ะ!เยซอง!"

ลีทึกร้องเรียกแล้วก็เข้าไปดึงตัวของเยซองออกมาหากเด็กหนุ่มหน้าใสกลับมีท่าทีฮึดอัดแถมยังพูดเสียงแข็งจนเกือบเป็นตะโกนใส่ยัย 3 สาวนั่นว่าฉันไม่ใช่ตัวตลกให้คนอย่างพวกเธอปั่นหัวเล่นหนอย! ยัย 3 ชะนีแจ๋นแจ๋เอ๊ย!"กรี๊ดดดดดดด! ไอ้เยซอง! แกด่าพวกฉันเหรอ"ฉันไม่ย๊อมมมมมม! กรี๊ดๆๆๆๆๆ"ปากดีนักนะไอ้หน้าอ่อนมาให้ตบซะทีเถอะ!"ก็ลองเข้ามาเซ่นังชะนี! ฉันจะได้เอาตะหลิวนี่ตบปากให้เน่าเลยมาเซ่! แน่จริงเข้ามา!"

ชินดงตะโกนลั่นด้วยความโมโหพลางเงื้อง่าตะหลิวในมืออย่างน่าหวาดเสียว! ร้อนถึงอึนฮยอกต้องรีบเข้าไปดึงตัวชินดงไว้อย่างสุดแรงแต่แหม...ผอมๆแบบอึนฮยอกนี่แทบจะสู้แรงหมูๆของชิงดงไม่ได้เลยด้วยซ้ำ! แต่...ก่อนที่เหตุการณ์จะยิ่งลุกลามไปมากกว่านั้นประตูร้านอาหารก็เปิดกว้างออกแล้วชายวัยกลางคนท่าทางเข้มงวดซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารก็พูดเสียงดุร้ายแทรกเสียงของทุกๆคนขึ้นว่าถ้ายังไม่หยุดทำมารยาททรามๆฉันจะไล่ออกให้หมดทุกคนเลย!"

เงียบ! เสียงที่เคยแผดดังพลันเงียบกริบลงอย่างกะทันหัน...ราวกับปิดสวิตช์! จากนั้นเจ้าของร้านวัยกลางคนก็พูดเสียงเข้มขึ้นอีกครั้งตามฉันมาที่หลังร้านทุกคน! ยกเว้นเธอลีทึกช่วยดูแลแขกในร้านด้วย"ครับคุณพาร์ก"

ลีทึกพูดเสียงเบาแล้วก็ปล่อยตัวเยซองไปจากนั้นทั้งร้านก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง...จริงเหรอ! เปล่าหรอกที่หลังร้านนั้นโจทย์ 2 ฝ่ายต่างก็ไม่มีใครยอมใครด่ากันไปโทษกันมาแต่สุดท้ายเรื่องก็จบลงที่...พอ! ฉันตัดสินใจแล้วฉันจะหักเงินเดือนของทุกคนครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 3 เดือนแต่เธอเยซองเธอต้องโดนหักเงิน 4 เดือนครึ่งเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากการเอะอะโวยวายลั่นร้านของเธอและถ้าใครไม่พอใจการตัดสินใจของฉันก็ออกไปจากร้านนี้ได้เลย!"

นั่นล่ะ! คือคำตัดสินของเจ้าของร้านที่ทำให้เยซองอึนฮยอกและชินดงถึงกับพูดไม่ออกไปเลย!

เวลาต่อมาหลังเลิกงานหลังร้านอาหารซึ่งเป็นตรอกซอบแคบๆคดเคี้ยว

เยซองกำลังจุดบุหรี่สูบอัดเข้าปอดด้วยความเครียดในบรรดาเพื่อนทั้ง 4 คนเขาเป็นคนเดียวที่มีภาระหนักที่สุดพี่ลีทึกนั้นบอกมาตลอดว่าเป็นคนไม่มีบ้านไม่มีครอบครัวส่วนชินดงกับอึนฮยอกก็เติบโตมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าทั้งคู่แต่เขา...เขาเป็นคนเดียวที่มีบ้านมีครอบครัวอยู่ต่างจังหวัดแม่ผู้อ่อนแอป่วยกระเสาะกระแสะกับน้องสาววัย 12 ขวบซึ่งต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยคือภาระที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเขาไม่อาจทิ้งไปได้แต่...มาตอนนี้

เงินเดือนที่ไม่ได้นับว่ามากถูกหักลงครึ่งหนึ่งเป็นเวลาถึง 4 เดือนไหนจะค่ากินค่าแชร์ห้องอพาทเมนต์ที่หารกัน 4 คนค่ารถมาทำงานและค่ามือถือ...เขาจะอยู่ได้ยังไงตั้ง 4 เดือนกับเงินที่เหลือเพียงครึ่ง!เยเย่..."

เสียงอ่อนโยนที่เอ่ยเรียกทำให้บุหรี่ในมือร่วงผล๊อย! พี่ลีทึก!

"..."

เมื่อไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร เยซองก็เลยตัดสินใจก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าสบสายตาที่มองตรงมาของชายหนุ่มซึ่งเปรียบเสมือนพี่ชายแท้ๆ อีกคนของเขา แต่แล้ว ลีทึกก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาแตะที่บ่ากว้างของน้องชายพลางพูดอย่างใจดีว่า

"พี่ไม่ได้ว่าอะไรเรานะ พี่เข้าใจ เยเย่...เอางี้! พี่เป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่ต้องโดนทำโทษหักเงินเดือน แล้วเดือนนี้พี่ก็ไม่ต้องใช้อะไรมากอยู่แล้ว เงินของพี่...ครึ่งนึง...นายเอาไปใช้นะ"

"ไม่ได้นะครับ! เรื่องที่เกิดขึ้นผมเป็นคนก่อ ผมก็ต้องรับผิดชอบสิครับ"

เยซองพูดเสียงดัง แต่แล้ว อึนฮยอกก็เดินมายืนข้างๆ ร่างสูงก่อนจะพูดเสียงนิ่งๆ ว่า

"แล้วแม่กับน้อง ยูนา ล่ะ 2 คนนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เยเย่กำลังจะทำให้พวกเขาต้องพลอยโดนลงโทษไปด้วย มันยุติธรรมแล้วเหรอ"

เงียบ! เจอไม้นี้เข้าไปเยซองก็ถึงกับอึ้ง พูดไม่ออก ชินดงที่เดินตามมาเป็นคนสุดท้ายเลยยิ้มกว้างพลางพูดอย่างร่าเริงว่า

"เอาน่าๆ ไม่ต้องห่วงหรอก แค่ 3-4 เดือน ฉันจะอดขนมหน่อยแล้วกัน ไม่งั้น...มีหวังปีนี้ฉันต้องกลิ้งมาทำงานแทนขึ้นรถแน่ๆ เลย"

"พวกนาย...ขอบใจมากนะ ดงฮี ฮยอกแจ พี่ลีทึก ขอบคุณมากครับ"

เยซองพูดอย่างตื้นตันแล้วก็โค้งให้กับทั้ง 3 หนุ่มเพื่อนรัก ลีทึกเลยยิ้มหวานๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า

"ไม่เป็นไรซะหน่อย อย่าคิดมากน่า เยซอง! นะ..."

"แหมๆๆ ช่างเป็นละครน้ำเน่าที่ซึ้งอะไรอย่างงี้"

"นั่นสิ น่าจะส่งไปให้พวกผู้กำกับละครเสี่ยวๆ เอามาทำเป็นบทหนังจริงจริ๊ง"

"คิกๆ เห็นแล้วอยากอ้วกเลยล่ะ พวกเรา!"

เสียงแจ๋นแจ๋ 3 เสียงที่ดังประสานกันทำให้เยซองกับขินดงทำท่าจะของขึ้นอีกครั้ง ทว่า ลีทึกกลับพูดตัดบทเสียงเรียบขึ้นก่อนว่า

"พอเถอะ พวกเราไปกันดีกว่า"

แล้วชายหนุ่มก็เดินหน้านิ่งนำออกไปจากตรงนั้น ทิ้งให้ยัย 3 สาวแจ๋นต้องมองตามหลังด้วยความอาฆาต เจ็บใจ! แล้วเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง...

อีก 2 อาทิตย์ต่อมา โชคชะตาก็นำพาให้คน 2 คนที่แตกต่างกันอย่างมากได้มาพบกัน...และทำให้เรื่องราวที่เคยสงบสุขกลับยุ่งเหยิง ปั่นป่วนขึ้นมาในชั่วพริบตา!

ขะ ขอโทษครับ พี่ทึกกี้ ผมไม่ได้ ผม...คือ..."
เชิญมาใช้บริการใหม่นะครับขอบคุณครับ"
 
edit @ 2007/04/03 22:15:07

2007/Apr/03

"สวัสดีครับ กระต่ายน้อย"

เสียงห้าวที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะไม่ถึงกับอยู่ใกล้นักแต่ก็มีผลให้ร่างบางสะดุ้งเฮือก! แล้วซองมินก็รู้สึกหน้าร้อนวูบ มือไม้สั่น หัวใจเต้นรัวแรง...ทั้งที่คิดว่าเตรียมใจมาดีแล้ว แต่พอถึงเวลาจริง...มันก็ยัง...หวั่นไหว...

"เป็นอะไรไป ซองมิน หนาวเหรอ ตัวสั่น แถมยังหน้าแดงเชียวนะ"

ฮันกยองถามพลางก้มลงมองใบหน้าหวานที่แดงเรื่อ ดวงตากลมสีน้ำตาลอ่อนหรุบลงมองพื้นด้วยไม่กล้าที่จะสบกับดวงตาเรียวสีนิล...เอ! ท่าทางอย่างงี้คงไม่ใช่แค่หนาวธรรมดาล่ะมั้ง ถ้างั้น...

"เขินเหรอครับ ซองมิน"

ถามพลาง มือแกร่งก็เอื้อมไปจับมือบางเบาๆ เพียงเท่านั้น ซองมินก็ถึงกับสะดุ้ง เสียงใสหลุดออกมาตะกุกตะกัก...เบา...จนถ้าไม่เงี่ยหูฟังก็คงจะไม่ได้ยินแน่ๆ...

"ปะ เปล่า เปล่านะ คะ ครับ มะ ไม่ ผม ไม่ ไม่..."

"ถ้าไม่...แล้วเสียงสั่นทำไม แถม...ยังพูดจาตะกุกตะกักขนาดนี้ นายน่ะ...โกหกไม่เก่งเลย รู้ตัวไหม กระต่ายน้อย"

ฮันกยองพูดพลางยิ้มอย่างกรุ้มกริ่ม ดวงตาเรียวสีนิลยิ่งพราวระยับ...มิหนำซ้ำ มือหนาที่เอื้อมมาเชยคางของคนหน้าคมหวานให้เงยสบตากัน โอย! กิริยา อาการแบบนั้น...ฆ่ากันให้ตายเลยง่ายกว่าไหมครับ ป๋าฮัน!!!

ซองมินครางอยู่ในใจ รู้ตัวเลยว่าตอนนี้คงจะหน้าแดงยิ่งกว่าลูกสตอเบอ์รี่แล้วล่ะ! แถม...นอกจากมือสั่นแล้ว หัวใจ...สั่นยิ่งกว่า...ตายแน่ๆ เลย ซองมิน...ตายๆๆๆๆๆๆๆ!!!

"ฮ่ะๆ ไม่แกล้งแล้วดีกว่า เดี๋ยวกระต่ายน้อยหัวใจวายตายซะก่อน"

ฮันกยองที่ทั้งขำ ทั้งสงสารซองมินพูดพลางหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี และก็เหมือนสวรรค์เองก็สงสารเด็กหนุ่มหน้าหวานคม เลยส่งให้ผู้กำกับเดินยิ้มแป้นแล้นเข้ามาหาพร้อมกับเอ่ยปากนัดแนะก่อนถ่ายอีกที...และ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว การถ่ายทำของคู่ (เกือบ) สุดท้ายก็เริ่มต้นขึ้น...

"ซองมิน...มาอยู่นี่เอง โกรธอะไรป๋าเหรอครับ"

ฮันกยองเอ่ยถามเสียงอ่อนแล้วก็เดินตรงมาหาซองมิน หาก เด็กหนุ่มหน้าคมหวานก็กลับหันหน้าหนีพลางพูดเสียงงอนๆ ว่า...

"เปล่าซะหน่อยครับ ป๋าฮันกลับไปสนุกต่อเหอะครับ"

"หึๆ ที่ๆ ไม่มีซองมินน่ะ...มันไม่สนุก ป๋าอยู่ไม่ได้หรอกครับ

"โหยยยย...มุขนี้โดนว่ะ ป๋า!"

คังอินพึมพำเบาๆ ด้วยท่าทางกระตือรือร้นจนเกินเหตุ!

"...แหวะ! ไปปากหวานกับคนอื่นเหอะครับ ป๋าฮัน ผมไม่หลงกลหรอก"

ซองมินพูดพลางทำท่าจะเดินหนี แต่ฮันกยองก็เดินเข้ามาขวาง แล้วชายหนุ่มหน้าเข้มคมก็พูดเสียงอ้อนๆ ง้อๆ...

"จะไปปากหวานกับคนอื่นทำไมล่ะครับ ในเมื่อ...คนอื่นน่ะ...ไม่มีใครหวานเท่าซองมินของป๋าเลยสักคน"

"ว้าวววว! ช๊อบชอบมุขนี้ของป๋าฮันจริงจริ๊งงงง! ต้องเอาไปใช้กับพี่อึนฮยอกซะแล้ว"

คยูฮยอนเองก็ดี๊ด๊าๆ พอกัน!

"...บะ...บ้า...ปะ ป๋า ฮะ...ฮัน บะ...บ้า...ทะลึ่ง นะ น้ำ...เน่า"

ซองมินที่ต้องทำใจแข็งถึงที่สุดให้ฮันกยองคอยตื๊อ แต่ถึงตอนนี้...เด็กหนุ่มหน้าคมหวานกลับเริ่มออกอาการเขินอายจนพูดไม่ไหว ปากคอมันสั่นไปหมด! มิหนำซ้ำ พอจะหันหลังแล้วเดินหนี ขาของซองมินก็ดันพันกันเองทำให้ร่างบางถึงกับทรุดฮวบลงกับพื้นทราย!!!

"โอ๊ย!"

"ซองมิน! เป็นอะไรรึเปล่าครับ ไหน...ดูซิ..."

ฮันกยองร้องอย่างตกใจแล้วก็รีบเข้าไปดูที่ขาของซองมิน และเมื่อตรวจดูดีแล้วแต่ไม่พบเห็นว่ามีอะไรผิดปกติ ชายหนุ่มหน้าเข้มคมก็ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพูดยิ้มๆ ล้อๆ...

"เขินจนขาพันกันเองนี่ไม่ไหวเลยนะครับ ซองมิน...แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวป๋าจะชดใช้ความผิดด้วยการอุ้มกระต่ายน้อยเอง"

"อุ้ม! มะ...ไม่เอานะครับ ป๋าฮัน...ซะ ซองมิน...เอ้ย! ผมลุกเองได้"

หาก ไม่ทันที่ซองมินจะลุกขึ้น อ้อมแขนแกร่งของฮันกยองก็รวบเอาร่างบางขึ้นอุ้มอย่างง่ายดาย! มิหนำซ้ำ...ใบหน้าเข้มคมที่ก้มลงมาจนใกล้ทำให้ใบหน้าคมหวานยิ่งแดงก่ำ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลรีบหลับปี๋ลงทันที! ฮันกยองเห็นท่าทางแบบนั้นและรับรู้ได้ว่าคนในอ้อมแขนตัวสั่นเพียงไร...ความรู้สึกขำและครึ้มใจแบบแปลกๆ ก็วิ่งวนเข้าจู่โจมในหัวใจจนชายหนุ่มต้องหัวเราะเบาๆ แล้วจึงพูดเสียงกลั้วหัวเราะว่า...

"ตัวสั่นเป็นกระต่ายตกน้ำเลยนะครับ ซองมิน คิดว่าป๋าจะทำอะไรรึไง"

"กระ...กระต่าย ตะ...ตกน้ำ มะ...มันมีที่ไหนล่ะครับ ป๋าฮันกยอง...บ้า! คนฉวยโอกาส!"

ร่างบางที่อยู่ในอ้อมแขนประท้วง และใบหน้าหวานก็ซุกลงที่ท่อนแขนแกร่งด้วยไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นใบหน้าที่แดงก่ำ ก็มันทั้งเขิน ทั้งอายจนทำอะไรไม่ถูกแล้วนี่นา! หูของซองมินก็ยังแว่วได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าด คิกคักของพี่ฮีชอลกับพี่ลีทึกอยู่เลย! โอ๊ย! อยากจะบ้าตาย! ตาผู้กำกับบ้า โรคจิตก็ไม่สั่งคัทซะที ต้องรอให้เขาละลายตายคาอ้อมแขนของพี่ฮันกยองก่อนรึไงเนี่ย!!!

"หึ ซองมิน...ถ้าเขินอายมากก็ซบหน้าอยู่อย่างงั้นก็ได้นะครับ เดี๋ยวป๋าจะบริการอุ้มกระต่ายน้อยส่งถึง...ห้องนอน...ดีไหมครับ"

"ไม่ดี! ฮึ!"

ซองมินเงยหน้าขึ้นมาว่าอย่างหมั่นไส้! อีตานี่ก็เหมือนกัน จะเจ้าชู้ กรุ้มกริ่มไปถึงไหนนะ! แค่นี้ยังไม่พอใจรึไงกัน!!!

"ไม่ถึงห้องนอนก็ได้ งั้น...เดินเล่นกันนะครับ"

ฮันกยองพูดพลางยิ้มน้อยๆ แล้วก็ออกเดินช้าๆ เพื่อให้ซองมินได้มองท้องทะเลยามพลบค่ำได้เต็มตา...และผู้กำกับที่พอใจภาพสวีทหวานแล้วก็เอ่ยปากสั่งคัท...ซะที!!!

"โอเคคร้าบ! พักกอง 1 ชม.แล้วมาถ่ายฉากของชินดงกันนะครับ"

จบคำของผู้กำกับ ทั้ง 13 หนุ่มก็เฮละโลกันกลับห้องพักเพื่อกินอาหาร คนที่ดูจะมีความสุขมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นจอมตะกละ เอ้ย! กินเก่งอย่างชินดงกับคังอิน (มิน่าล่ะ! ตัวหมีนัก!) ส่วนคนอื่นๆ ที่กินเก่งไม่แพ้กันก็มีความสุข! ได้พักผ่อน กินอาหารอร่อยๆ โอ๊ย! ชอบๆๆๆ!!!

และเมื่อต่างคนต่างจัดการกับมื้ออาหารค่ำเรียบร้อยแล้ว ชินดงก็รีบเอ่ยปากชวนเยซอง รยอวุค คิบอมและคยูฮยอนไปเล่นเกมเพลย์ตัวใหม่กัน ส่วนอึนฮยอกนั้นขอตัวไปโทรศัพท์หาเพื่อนรักซี้สนิทอย่างจุนซู แห่งวง ดงบังชิงกิ ต่างจากซีวอนกับฮีชอลที่ยังคงนั่งทะเลาะกันไม่ยอมเลิกรา เห็นแบบนั้นแล้ว คังอินเลยถือโอกาสชวนลีทึกออกไปเดินเล่นหนุงหนิงๆ กัน 2 คน เหลือเพียง 3 คนสุดท้าย ซองมิน ฮันกยองและทงแฮ...

ทงแฮนั้นมีสีหน้าขรึมเศร้า แล้วยังพูดน้อยมาตั้งแต่ก่อนที่ฮันกยองจะถ่ายมิวสิคคู่กับซองมินแล้ว ยิ่งตอนนี้ สีหน้า แววตาของเด็กหนุ่มหน้าคมก็ยิ่งดูไม่ดีซะจนซองมินอดรู้สึกผิดไม่ได้! ส่วนฮันกยองที่รับรู้ได้ถึงความผิดปกติของทงแฮก็พยายามเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ทว่า...

"ไม่เป็นไรจริงๆ ป๋าฮัน ก็บอกแล้วไงว่าอากาศมันหนาวเลยปวดหัว เฮ้อ! เอางี้! ให้ฉันไปนอนหลับพักผ่อนซะหน่อยนะ เดี๋ยวหายแน่ ขอตัวนะครับ"

ทงแฮพูดพลางยิ้มอย่างเศร้าๆ ให้ทั้งฮันกยองและซองมิน ก่อนที่คนร่างบาง หน้าคมจะเดินช้าๆ ออกไปจากห้องอาหาร และเมื่อเหลือกันเพียง 2 คน ซองมินก็แอบมองฮันกยองที่มีสีหน้ากังวลใจ...ความผิดของผมเองแท้ๆ ที่ทำให้ทงแฮต้องเป็นอย่างงี้ ขอโทษนะครับ พี่ฮันกยอง...คิดพลาง ซองมินก็รู้สึกเศร้าจนอยากร้องไห้ แต่แล้ว มืออุ่นๆ ก็เอื้อมมาแตะเบาๆ ที่หน้าผาก แล้วเสียงทุ้มห้าวก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง...

"ตัวไม่ร้อนแต่สีหน้าไม่ดีเลยนะ ซองมิน นี่จะไม่สบายเหมือนทงแฮรึเปล่าเนี่ย"

"เปล่าหรอกครับ ป๋าฮัน...จริงๆ แล้วป๋าฮันน่าจะตามไปดูแลทงแฮนะครับ"

ซองมินฝืนใจพูดออกไป หาก ฮันกยองกลับส่ายศีรษะพลางพูดอย่างหนักแน่นว่า...

"ไม่ควรหรอก ซองมิน ป๋ารู้จักทงแฮดี อาการอย่างงั้นแสดงว่าไม่อยากให้ใครไปกวน ขืนป๋าตามไปได้ทะเลาะกันเปล่าๆ ปล่อยให้อยู่กับตัวเองบ้างเถอะ เจ้าเด็กนั่นน่ะ"

"...ครับ..."

ซองมินรับคำเบาๆ ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีกับคำพูดที่แสดงถึงความสนิทสนม ผูกพันธ์ที่ฮันกยองมีต่อทงแฮ...ถึงจะไม่ตามไปแต่ใจก็ยังห่วงใยซะมากมาย ใช่ไหมครับ พี่ฮันกยอง...

ขณะเดียวกัน ด้านทงแฮ...เด็กหนุ่มหน้าคมฝืนทำเข้มแข็งได้ไม่นาน แต่เมื่อได้ออกมาอยู่คนเดียว หยาดน้ำตามากมายก็รินไหลลงมาอาบใบหน้า ทงแฮรู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะทนไม่ไหว! ทำไมต้องเป็นป๋าฮันกยองกับพี่ซองมิน ทำไมกัน! ทำไมไม่เป็นฮันกยองกับทงแฮ...

"ฮือๆ ทำไมมันเจ็บขนาดนี้นะ ฮึก...ทำไมต้องไปรักคนที่ไม่ได้รักเรา ทงแฮ! นายมันโง่ โง่ โง่ที่สุด ฮือ"

ทงแฮสะอื้นด้วยความเจ็บใจตัวเอง มือบางทำท่าจะยกขึ้นทุบพื้นหินข้างตัว แต่แล้ว! มือหนาอีกมือก็เอื้อมมาดึงมือบางไว้ และ...คิบอมที่สีหน้า แววตาเหมือนจะร้องไห้ตามเขาก็พูดเสียงสั่นๆ ว่า...

"อย่าทำร้ายตัวเองเลยนะครับ พี่ทงแฮ ผมไม่อยากเห็นพี่ทงแฮต้องเจ็บไปมากกว่านี้แล้ว ถ้าอยากจะระบายล่ะก้อ ทำกับผมก็ได้ครับ ผมไม่เจ็บหรอก หรือถึงเจ็บ ผมก็จะทนให้นะครับ พี่จะทุบ ต่อย เตะ ตบ ผลักผมยังไงก็ได้ทั้งนั้น พี่ทงแฮ แต่อย่าทำร้ายตัวเองอีกเลยนะครับ"

"...ฮึก...คิบอม...ขะ...ขอ...ขอโทษ...นะ ฮือๆ ขอโทษ...จริงๆ"

ทงแฮพูดพลางก็โผเข้ากอดคิบอมพลางร้องไห้โฮๆ ทั้งๆ ที่เขาก็ทำไม่ดีกับคิบอมมาตลอด แต่เจ้านี่ก็ยังให้อภัยและห่วงใยเขาเสมอมา...

"นะ นาย...เป็นน้องชายที่ดี เพื่อน...ที่ดี...ของพี่ ขอบใจนะ สโนไวท์"

หลังจากที่ได้ร้องไห้จนสะใจแล้ว ทงแฮที่ตาแดงก่ำก็พูดอย่างอ่อนโยนพลางก้มศีรษะให้คิบอม เด็กหนุ่มหน้าคมเลยไม่ได้เห็นว่าใบหน้าอ่อนนั้นสลดเศร้าเพราะคำพูดของเขามากแค่ไหน แต่แล้ว คิบอมก็รีบปรับสีหน้าพลางพูดเสียงร่าเริงว่า...

"ไม่เป็นไรหรอกครับ พี่ทงแฮเป็นพี่ชายที่ดี เพื่อนที่ดีของผมเหมือนกัน ผมไม่เคยลืมหรอกนะครับ สิ่งดีๆ ที่พี่ช่วยสอนผมตั้งมากมายเลย ผมเองก็คงทำอะไรไม่ได้มากนักหรอก แต่ถ้าไม่มีใครให้ระบายจริงๆ ก็บอกผมเถอะนะครับ อย่างน้อย นี่ก็เป็นทางที่ผมจะตอบแทนพี่ทงแฮได้บ้าง"

"นายนี่น่ารักจริงๆ ได้เลย! จากนี้ไปถ้ามีอะไรฉันจะบอกนายนะ"

ทงแฮพูดพลางยกมือขึ้นลูบหัวคิบอมด้วยความเอ็นดู...สัมผัสอ่อนโยนที่ทำเอาคิบอมเกือบร้องไห้...แอบรัก...มันทั้งแสนหวานและเจ็บปวดอย่างนี้นี่เอง เอาเถอะ ในเมื่อรักไปแล้วมันก็คงต้องรักต่อไป ให้ตัดใจง่ายๆ คิบอมคนนี้ทำไม่ได้หรอก แต่จะให้รุกบอกความจริง มันก็...ไม่ไหวเหมือนกัน! ไม่รู้ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่นะ เฮ้อ...

ขณะเดียวกัน ด้านลีทึกกับคังอิน ทั้ง 2 หนุ่มต่างก็เดินกันเงียบๆ ไปตามหาดทรายที่ยาวจนสุดตา รอบข้างมีเพียงสายลมและเสียงคลื่น ดวงจันทร์ที่ส่องแสงนวลตาทำให้บรรยากาศดูคล้ายจะโรแมนติก แล้วอยู่ๆ คังอินก็หยุดเดิน...เด็กหนุ่มหน้าหมีแต่หล่อดียืนมองร่างบางของคนใจลอย เดินไม่ได้ดูเลยว่าคนข้างตัวหยุดเดินแล้ว แต่...ถึงจะเป็นอย่างงั้น แต่มองจากด้านหลัง ร่างอ้อนแอ้นๆ ของลีทึกนี่ล่ะที่เขาอยากกอดที่สุด!!!

"...คังอิน! หยุดเดินทำไม มีอะไรเหรอ"

ลีทึกที่รู้สึกตัวแล้วว่าคนข้างตัวไม่ได้เดินตามมา คนหน้าหวานเลยเดินกลับมาหาพลางเอ่ยปากถามอย่างงงๆ คังอินเลยรีบยิ้มก่อนจะพูดเสียงจริงจังว่า...

"หมีชักจะสงสัยแล้วเหมือนกันครับ พี่ลีทึก ว่า...ป๋าฮันมีอะไรปิดบังพวกเรารึเปล่า ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ป๋าดูแปลกๆ ไปนะ พี่ลีทึกรู้ไหม หมีไปถามทงแฮกับซองมินมา ทั้ง 2 คนบอกว่าป๋ามีอาการแปลกๆ บ่นร้อนทั้งที่อากาศก็หนาวมากมายซะขนาดนี้! แล้วซองมินยังบอกอีกนะครับ ว่า ก่อนที่ป๋าจะทรุดลงไปในน้ำอ่ะ ป๋าหลุปากพูดออกมาว่า...ร้อน..."

"หา! ร้อน! ตะ แต่ว่า...นี่มันหน้าหนาวนี่นา คังอิน"

ลีทึกพูดอะไรไม่ออกเลยได้แต่ย้ำว่านี่หน้าหนาว คังอินเลยมองลีทึกพลางทำแววตาประมาณว่า ก็เพิ่งพูดไปหยกๆ ใช่ไหมที่รักว่านี่มันหน้าหนาว แล้วที่รักจะย้ำทำม๊าย...

"...อืม นี่ไม่น่าจะเป็นเรื่องเล่นๆ นะ หมีพูห์! แต่ถึงถามไปป๋าฮันก็ไม่ยอมบอกอะไรอยู่ดี เฮ้อ! จะทำยังไงดีนะ เราถึงจะได้รู้ว่าป๋าฮันเป็นอะไรหรือมีอะไรปิดบังพวกเรารึเปล่า"

ลีทึกพูดพลางทำหน้าเครียดๆ ด้วยสังหรณ์ณ์ใจลึกๆ ว่าต่อไปเรื่องของฮันกยองจะทำให้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้น และดูท่าลีมึกจะสังหรณ์ถูกด้วย เพราะ...หลังจากที่ผู้กำกับสั่งคนให้มาตาม 13 หนุ่มมาถ่ายมิวสิคช่วงที่เหลือ ฮันกยองที่ตอนแรกยังยิ้มๆ อารมณ์ดี แต่ตอนนี้ ทั้งสีหน้า แววตาของชายหนุ่มกลับเครียดเข้ม ท่าทางก็กระสับกระส่ายจนทุกคนในวงยังรู้สึกได้...

"ป๋าฮัน เป็นอะไรรึเปล่าครับ"

ทงแฮเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง หาก ฮันกยองกลับทำเพียงส่ายหน้าแต่ไม่ยอมพูด ไม่ยอมมองหน้าเด็กหนุ่ม อึนฮยอกที่อยู่ใกล้ๆ เลยจับแขนของฮันกยองพลางพูดเสียงใสๆ...

"เอ๋! ตัวก็ไม่ร้อนนี่ แต่ทำไมสีหน้าไม่เสบยเลยล่ะครับ ป๋าฮัน อย่าบอกนะว่าทะเลาะกับกระต่ายน้อยมา"

"ไม่ได้ทะเลาะ อย่ามายุ่งน่า อึนฮยอก"

ฮันกยองพูดเสียงเข้มแล้วทำท่าจะเดินหนี แต่แล้ว ซองมินก็เดินมาขวางพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยชัดเจน...

"ถ้าไม่สบายก็ต้องรีบบอกนะครับ ป๋าฮัน เดี๋ยวซอง..."

"อย่ามายุ่งได้ไหม ซองมิน ไปให้พ้น!"

เสียงเข้มห้าวที่ตวาดดังทำให้ซองมินหน้าเสีย หัวใจหล่นวูบไปทันที! และทุกคนต่างก็พากันหันมามองทั้ง 2 หนุ่มอย่างตกตะลึง...เมื่อกี๊...ฮันกยองตวาดซองมินเหรอ...

"ฮันกยอง นี่นายเป็นบ้าอะไรน่ะ! ทำไมถึงต้องไปตวาดซองมินอย่างงั้น"

ฮีชอลว่าอย่างโมโหแถมยังทำท่าจะเดินมา เฉ่ง ดีที่ซีวอนดึงแขนของคนหน้าหวานจัดไว้ได้ แล้วลีทึกก็เดินมาหยุดยืนตรงหน้าของฮันกยองก่อนจะเอ่ยถามด้วยสีหน้า แววตาเอาจริง...

"มีเรื่องอะไรกันแน่ ฮันกยอง นายเป็นอะไร ปิดบังอะไรพวกเราอยู่"

"...เปล่า! บอกว่าเปล่าทำไมไม่มีใครฟังเลยวะ โธ่เว้ย!"

ฮันกยองสบถเสียงเข้มด้วยความหงุดหงิด แล้วชายหนุ่มหน้าเข้มคมก็ออกเดินหนีทุกคนไป หากใครจะรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ชายหนุ่มเป็นอย่างนี้ นั่นก็เพราะ...ความร้อน...ร้อนแบบที่ทำให้หายใจไม่ออก ร้อนจนตาพร่า ร้อน...จนไม่อาจจะทนต่อไปได้!!!

"อ่ะ...อา...หะ หายใจ...ไม่...อึก..."

ฮันกยองครางแล้วก็ล้มทรุดลงกับพื้น รู้สึกอากาศที่สูดเข้าไปมันร้อนจนทำให้หายใจไม่ออก ตาก็พร่า มันร้อน...ร้อนจนจะละลายอยู่แล้ว! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่! ทำไม...

"องค์ชายฮันกยอง ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะได้สิ่งที่ข้าเฝ้ารอมานาน สิ่งนั้น...ที่มีเพียงท่านเท่านั้นที่มี"

เสียงหวานแต่เหี้ยมโหดดังขึ้นในโสตประสาทของฮันกยอง และ...ท่ามกลางความพร่าพรายจากความร้อน ฮันกยองก็เห็น...ร่างสูง บอบบางที่ซ่อนร่างและใบหน้าอยู่ภายใต้เสื้อคลุมยาวสีส้มอมแดงราวเปลวเพลิง ร่าง...ที่ดูคุ้นตาเหลือเกิน...

"...คะ...ใคร...ต้องการ อะ...ไร"

ฮันกยองกัดฟันถาม แต่แล้ว ร่างบางในชุดคลุมสีเปลวเพลิงก็ส่งเสียงหัวเราะบาดหูจนฮันกยองร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ร่างแกร่งบิดทุรนทุรายด้วยความทรมาน และ...เมื่อเสียงหัวเราะจางหาย ฮันกยองก็ได้ยินเสียงหวานกระซิบที่ริมหู...เป็นครั้งสุดท้าย...

"แล้วท่านก็จะได้รู้เอง องค์ชายฮันกยอง ท่านจะได้รู้...สิ่งที่ข้าต้องการ...แม้พี่ชายหน้าโง่ของท่านจะพยายามส่งท่านมาให้ไกล แต่ข้าก็ตามหาท่านเจอจนได้... องค์ชายฮันกยอง ท่านจะได้รู้..."

"ไม่! อ๊าก!"

"...ยอง! พี่ฮันกยอง! อย่าเป็น...อะไรไปนะ...ครับ ฮึก...พี่ฮันกยอง ฮือๆ ช่วยด้วย! ใครก็ได้ ช่วยด้วย ฮือ"

เสียงหวานของซองมินดังขึ้นที่ริมหู แทนที่เสียงของคนในชุดคลุมสีเพลิงนั่น...และอ้อมแขนบอบบางที่โอบร่างแกร่งซึ่งดิ้นทุรนทุรายไว้ก็ทำให้ฮันกยองได้สติ ชายหนุ่มหน้าเข้มคมที่รู้สึกได้ถึงสายลมอันหนาวเย็นจากชายทะเล หนาว...จนตัวสั่น...ดวงตาที่พร่าพรายและลมหายใจที่ติดขัด ทุกอย่างดูจะสลายหายไปภายในพริบตา...ซองมิน...

"ซะ...ซองมิน พี่...ขอโทษ..."

ฮันกยองพูดได้เพียงเท่านั้น สติที่เหลือเพียงน้อยนิดก็พลันวูบดับลงไปในทันที!!!

เวลาต่อมา ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

"อาการของคุณฮันกยองก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่ร่างกายปรับสภาพอากาศไม่เทันก็เท่านั้นเอง แล้วอีกอย่าง รู้สึกว่าประสาทสัมผัสด้านการรับฟังของเขาจะกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงด้วยนะครับ"

"หมาย...หมายความว่ายังไงครับ หมอ พวกผมไม่เข้าใจ"

"อ่า คือว่า...จากการตรวจอย่างละเอียดนะครับ ร่างกายของคุณฮันกยองที่อยู่ในสภาวะอากาศที่เย็นจัด แต่อยู่ๆ ร่างกายของคนไข้ก็ต้องพบกับสภาพที่อากาศตรงกันข้าม คือร้อนจัด อย่างกะทันหัน และรู้สึกมันจะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว การที่คนไข้ต้องทนรับกับสภาพแบบนั้นหลายครั้งทำให้ร่างกายไม่อาจทนทานต่อไปได้ ส่วนเรื่องประสาทการรับฟังที่กระทบกระเทือน คงเพราะมีแรงอัดดันหรือคลื่นเสียงอะไรที่มากระทบอย่างรุนแรง ทำให้คนไข้เกิดความเจ็บปวดขึ้นมาได้ นี่ล่ะครับ ความหมายของอาการที่ผมพูดถึง"

คำพูดของแพทย์เจ้าของไข้ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงสมองของทุกคน โดยเฉพาะ...ลีทึก...งั้นสิ่งที่ฮันกยองเผลอหลุดปากออกมาทั้งหมดก็เป็นความจริงน่ะสิ แต่ว่า ปัญหาก็คือฮันกยองอยู่กับพวกเขา 12 คนเกือบตลอดเวลา ถ้าจะมีเรื่องอะไรอย่างที่หมอว่าจริงๆ ทำไมพวกเขาถึงได้ไม่รู้สึกรู้สาหรือเป็นอะไรตามไปด้วยล่ะ อีกอย่าง เรื่องประสาทการรับฟังที่กระทบกระเทือนอย่างรุนแรงนั่น แปลเป็นภาษาคนธรรมดาก็คือการได้รับฟังเสียงดังมากๆ ถึงขนาดที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจทนรับไหวอย่างงั้นใช่ไหม แล้วถ้าใช่...ทำไมพวกเขาทั้ง 12 คนถึงไม่มีใครได้ยินเสียงนั้นเลยสักคนเดียว!!!

"...ทึก...ลีทึก! นี่! ลีทึก!"

เสียงแหลมๆ ที่ตะโกนดังลั่นทำให้นอกจากคนที่ถูกเรียกจะสะดุ้งแล้ว อีก 10 หนุ่มที่เหลือ (ไม่นับรวมฮันกยองที่ยังคงหลับใหลไม่ได้สติ) ต่างก็พากันสะดุ้ง ยกมือขึ้นอุดหูโดยอัติโนมัติ แต่ยังไม่ทันที่หัวหน้าวงที่ใจลอยไปไกลแต่ตอนนี้สติทั้งหมดถูกกระชากกลับมาด้วยเสียงแผดแหลมของฮีชอลจะหันไปถามความต้องการของคนหน้าสวยพอๆ กัน ซีวอน คู่กรณี (อาจะ) ตลอดกาลของฮีชอลก็เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญแบบปิดไม่มิด...

"มันเป็นบ้าอะไร เจ๊! เสียงก็หวีดแหลมยังกะนกหวีด นี่กะจะให้พวกเรา 11 คนที่เหลือนอนโรงพยาบาลตามป๋าฮันใช่ไหมครับเนี่ย"

"อ๊าย! ไอ้เด็กปากเสีย ไอ้บ้าซิมบ้า หุบปากเน่าๆ ของแกไปเลยนะ อย่ามาแจ๋นสะเหร่อพูด หนอย! เรียกชื่อแกรึก็เปล่า หุบปากไปเลยไอ้ซิมบ้าๆๆ"

"เอา เจ๊..."

ยังไม่ทันที่ซีวอนจะอ้าปากโต้ คังอินก็ยกอุ้งมือหมีขึ้นปิดปากหนุ่มหน้าหล่อ และลีทึกก็เอ่ยปากพูดเสียงเข้มเพื่อตัดบททะเลาะกันของทั้ง 2 คน...

"พอเลย พอ! ฮีชอล คิดอะไรได้ก็พูดออกมาเลยเถอะ"

"ฮึ! ก็ได้...ฉันน่ะคิดว่าเรื่องบ้านี่มันต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ดีไม่ดีนะ มันจะต้องเกี่ยวกับเรื่องที่ซองมินเห็นแน่ๆ เลย"

"เห็น...ซองมินเห็นอะไร"

ลีทึกหันไปถามซองมินที่ยังคงจับมือของฮันกยองไว้แน่น ใบหน้าคมหวานยังมีหยาดน้ำตารินไหลลงมาไม่ขาดสาย แต่พอได้ยินที่ฮีชอลกับลีทึกพูด ดวงตากลมโตแดงก่ำก็เบือนสายตาจากใบหน้าซีดขาวของฮันกยองมามองทุกๆ คน แล้วซองมินก็พูดเสียงเครือสั่นว่า...

"ผมเห็นครับ คนที่ทำร้ายพี่ฮัน เอ้ย! ป๋าฮัน คนๆ นั้น...เขาตัวสูงๆ ใส่ชุดคลุมสีแดงอมส้ม ยืนอยู่ข้างๆ พี่ฮันกยอง แต่...พอผมกำลังจะวิ่งเข้าไป เขาก็...หันหน้ามามองตาผม...ผม...เจ็บ...เจ็บมากๆ เลยครับ เหมือน เอ่อ...เหมือน...มีใครเอาคบไฟมาตีที่หัว มันร้อน...แต่ก็แค่วูบเดียวเท่านั้นล่ะครับ พอลืมตาขึ้นมาเขาก็ไม่อยู่แล้ว แล้วผมก็เห็นป๋าฮันนอนร้องครวญคราง บิดตัวไปมาอยู่ที่พื้น"

จบคำพูดของซองมิน ทุกคนต่างก็หันมองหน้ากันด้วยสีหน้า แววตาตกตะลึง แล้วอยู่ๆ คิบอม คยูฮยอน อึนฮยอกและชินดงก็พูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แม้จะเป็นคนละคำแต่ก็คือความหมายใกล้เคียงกัน...

"(คิบอม) หรือว่าซองมินเห็นผี!"

"(คยูฮยอน) หรือว่าซองมินเห็นวิญญาณ!"

"(อึนฮยอก) หรือว่าซองมินเห็นพ่อมด!"

"(ชินดง) หรือว่าซองมินเห็นปิศาจ!"

"นี่! พวกนาย พูดบ้าๆ อะไรอย่างงั้นออกมาได้ไงน่ะ"

ทงแฮตวาดอย่างหงุดหงิดทำเอาคิบอมถึงกับหน้าซีด จ๋อยสนิท แต่แล้ว เยซองก็พูดด้วยน้ำเสียงครุ่นคิดขึ้นว่า...

"มันก็น่าคิดอยู่ไม่ใช่เหรอครับ ทุกคน ก็ไอ้สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งเรื่องอาการแปลกๆ ของป๋าฮัน คำพูดที่หมอวินิจฉัยออกมา สิ่งที่ทงแฮกับซองมินได้ยินและเห็น...ทั้งหมดน่ะ มันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เรื่องที่...ไม่มีเหตุผลใดๆ จะอธิบายได้"

"นั่นสิครับ ที่พี่เยซองพูดน่ะ ผมว่า...มันถูกหมดทุกอย่างเลยนะครับ"

แม้แต่รยอวุคก็ยังเห็นด้วยอย่างมากกับสิ่งที่เยซองพูด คนที่เหลือก็เลยได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันไป มองตากันมาด้วยท่าทางสับสน เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง แต่แล้ว...

"...อือ..."

เสียงครางเบาๆ ของฮันกยองทำให้ทุกคนรีบหันไปมองทางชายหนุ่มตัวต้นเรื่องเป็นตาเดียว และซองมินเองพอเห็นคนหน้าเข้มคมฟื้นขึ้นมาแล้ว ร่างบางก็ยิ่งสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น...พี่ฮันกยองฟื้นแล้ว ดีใจจังเลย...


edit @ 2007/04/03 22:08:36

2007/Apr/03

"เฮ้อ! รู้สึกจะนอกบทกันทุกคนเลยนะครับ เจ๊เรลล่า"

ซีวอนพูดอย่างยั่วๆ ฮีชอลเลยหันหน้ามามองคนพูด แล้วคนหน้าหวานก็แลบลิ้นใส่คนหน้าหล่อพลางพูดเสียงหยิ่งๆ ว่า...

"แต่คนอย่างฉันจะไม่นอกบทเด็ดขาด แล้วนายก็อย่ามาถ่วงการทำงานอันแสนเพอร์เฟ็กต์ของฉันนะ"

"...หึ! การทำงานอันแสนเพอร์เฟ็กต์เหรอครับ...แล้วเราจะได้เห็นกัน พี่ฮีชอล"

ซีวอนพึมพำเพียงลำพังคนเดียว และเมื่อผู้กำกับสั่งแอ๊คชั่นแล้ว เด็กหนุ่มร่างสูง แข็งแรงที่ตามบทต้องทะเลาะอย่างรุนแรงกับฮีชอลจนโดนตบหน้าก็เริ่มเล่นตามบทด้วยการพูดจายุยั่วให้คนตรงหน้าโกรธจนลืมตัว...คำพูดที่ตามบทเป๊ะๆ เพื่อกันไม่ให้ฮีชอลรู้ตัวว่าเขากำลังจะนอกบทครั้งยิ่งใหญ่!!!

"ทำไมผมจะรักพี่เรลล่าไม่ได้ เพราะเด็กกว่าอย่างงั้นใช่ไหมครับ"

"ไม่ใช่!"

เสียงแหลมตวาดแหวแล้วหันหน้าหนี แต่ซีวอนก็เดินไปดักหน้าพลางพูดตามบทต่อ...

"งั้นก็เพราะผมไม่รวย ไม่หล่อ"

"นายคิดว่าฉันเป็นคนยังไง!"

ฮีชอลพูดพลางผลักร่างสูง แข็งแรงแล้วทำท่าจะเดินผ่านไป แต่ซีวนก็ทำตามบทโดยการดึงข้อมือบางไว้แล้วพูดเสียงเครียดขรึม ไม่เหลือเค้าความขี้เล่นอีกเลย...

"หรือเพราะ...ผมไม่ใช่คนที่คุณรัก ฮีชอล"

"...ไม่ใช่...ซีวอน...ฉันรักนายไม่ได้ นาย...ไม่เข้าใจรึไง ฉัน...ฉันเป็นผู้ชายนะ และนายเองก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน..."

คราวนี้ฮีชอลเริ่มเสียงสั่น ใบหน้าหวานจัดก้มต่ำไม่กล้ามองสบกับใบหน้าหล่อและดวงตาคมของอีกฝ่าย และซีวอนก็ดำเนินแผนการขั้นสุดท้าย พูดบทที่จะทำให้ฮีชอลฟังล้วเกิดอารมณ์และเงื้อมือขึ้นตบหน้าเขา...

"แต่ผมไม่สนใจ! ถ้าคุณไม่รักผมเพราะเหตุผลงี่เง่าแค่นั้น ผมก็จะฉุดพาคุณหนีไปกับผม"

"ซีวอน!"

ฮีชอลตวาดแล้วก็เงื้อมือขึ้นตบหน้าของซีวอนฉาดใหญ่! ตามบทแล้ว พอตบเสร็จ ซีวอนต้องยืนนิ่งด้วยความเจ็บปวดที่หัวใจ และยอมปล่อยให้ฮีชอลวิ่งร้องไห้ออกไป ทว่า...ทุกสิ่งมันไม่เป็นอย่างงั้นน่ะสิ เพราะพอร่างบางจะวิ่งออกไป มือแกร่งก็เอื้อมมารั้งเอวบางเข้าหาตัว แล้วซีวอนก็ก้มหน้าลงกระซิบที่ข้างหูของฮีชอล...กระซิบที่ดังพอที่ทุกๆ คนจะได้ยินไปด้วย...

"กล้าตบหน้าหล่อๆ ของผมก็ไม่เป็นไร แต่...ต้องแลกกันนะครับ ฮีชอล..."

"แลกกับอะไร ปล่อยนะ! ไอ้เด็ก..."

ยังไม่ทันที่ฮีชอลจะพูดจบ ใบหน้าหล่อเหลาก็ก้มลงมาฝากรอยจูบที่ข้างแก้มใสที่เริ่มขึ้นเป็นสีเรื่อ และมือแกร่งก็โอบรัดร่างอ้อนแอ้นดึงเข้ามาจนชิดกับตัว ริมฝีปากอุ่นจัดลากไล้จากข้างแก้มลงมาที่ซอกคอขาวกรุ่นหอมอ้อยอิ่ง...รู้สึกร่างอ้อนแอ้นในอ้อมกอดคล้ายจะแข็งเป็นท่อนไม้ แต่แล้ว ฮีชอลก็รู้สึกตัว คนหน้าหวานจัดเลยเรียกชื่อซีวอนด้วยเสียงพร่าก่อนจะยกมือสั่นๆ ขึ้นผลักร่างสูงเบาๆ เหมือนไร้เรี่ยวแรง...

"ผมรักคุณ ฮีชอล...ผมไม่แคร์ว่าคุณจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง และยิ่งไม่แคร์ทุกคนบนโลกนี้...หัวใจผมอยู่ที่คุณแล้ว ฮีชอล...ผมจะรักคุณคนเดียว...ตลอดไป..."

ซีวอนพูดจบก็ก้มลงหอมแก้มใสที่เป็นสีแดงจัดและร้อนผ่าวคล้ายไม่อาจห้ามใจไว้ได้ แล้วร่างสูง แข็งแรงก็ถอยห่างก่อนจะหันหลังเดินจากไปช้าๆ...บรรยากาศรอบๆ เงียบงันอยู่ครู่ใหญ่ แล้วผู้กำกับที่เริ่มได้สติก็ร้องสั่งคัทด้วยเสียงเบาหวิว และ...ฮีชอลก็ได้แต่ยืนนิ่งอึ้ง มือกุมแก้ม ใบหน้าหวานจัดแดงก่ำด้วยความเขินอาย ยิ่งหัวใจนี่เต้นแรงจนแทบจะเป็นจังหวะร๊อคอยู่แล้ว! แต่แล้ว ซีวอนก็หันหลังมาแลบลิ้นใส่ฮีชอลพลางยิ้มหวาน ดวงตากรุ้มกริ่ม เพียงเท่านั้น เจ้าแม่ฮีชอลคนเดิมก็กลับคืนมา!!!

"ไอ้เด็กบ้า! เด็กเป-รต! แก๊! ไอ้ซิมบ้าๆๆ! ตายซะเถ๊อะ!"

"เฮ้ยยยยยยยยยย! อย่าตามมานะ เจ๊โหด!"

ซีวอนร้องลั่นเพราะรู้ว่าคราวนี้ฮีชอลเอาจริง และร่างสูง แข็งแรงก็วิ่งหนีการไล่ล่าอย่างบ้าคลั่งของคนหน้าหวาน ร่างอ้อนแอ้น เสียงตะโกนร้องดังก้องไปทั่วหาด เฮ้อ! นึกว่าจะสวีทหวานกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง แต่สุดท้าย...ก็กลายเป็นหวีดสยองไปทั้งหาดแทน! ซะงั้นน๊า ซิมบ้า สโนไวท์!!!

เวลาต่อมา ช่วงเย็น...ผู้กำกับก็จับหนุ่มๆ ทีมแรกมาถ่ายมิวสิคโดยเริ่มที่คู่ของรยอวุคกับเยซองก่อน...

"อย่าลืมนะครับ ทีมแรกเนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับคู่รักที่งอนง้อกัน ออกแนวหวานๆ ประมาณพ่อแง่แม่งอนนิดๆ ถ้าเข้าใจแล้วก็...เอาเลยนะครับ รยอวุค เยซอง"

ผู้กำกับสั่งแล้วทั้ง 2 หนุ่มรยอวุคกับเยซองก็เริ่มเล่นไปตามบท แต่...แค่เริ่มต้นผู้กำกับก็ต้องสั่งคัทซะแล้ว เพราะ...แทนที่รยอวุคจะเป็นฝ่ายตามงอนง้อเยซอง เด็กหนุ่มร่างเล็กบางกลับเป็นฝ่ายหนีซะเอง! และเทคแรกก็แล้ว เทค 2 ก็แล้ว จนปาไป 7 เทคแต่รยอวุคก็ยังทำไม่ได้จนผู้กำกับเริ่มหัวเสีย และเด็กหนุ่มหน้าคมก็ยิ่งจ๋อยลงไปเรื่อยๆ แต่แล้ว...

"เอางี้ไหมครับ ลองสลับบทดูก็ได้นะครับ ผมกับรยอวุคน่ะ เปลี่ยนกันดู"

เยซองพูดพลางยิ้มนิดๆ อย่างให้กำลังใจรยอวุค ทว่า เด็กหนุ่มหน้าคมกลับอ้าปากค้างพลางพูดเสียงหลงอย่างตกใจ...

"อะไรนะครับ แลกบท แต่ว่า..."

"อืม...งั้นก็ได้ ลองดูนะ เยซอง คราวนี้ช่วยตั้งใจมากๆ หน่อยนะครับ รยอวุค"

"แต่...อ่ะ...กะ...ก็ได้ครับ"

รยอวุคพูดเสียงเบาแล้วก็ก้มหน้าลงมองพื้นนิ่ง ห่างไปไม่ไกล คยูฮยอนก็กำลังกระซิบกับซองมินด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ว่า...

"เอาแล้วๆ พี่เยซองเริ่มรุกแล้วนะคร้าบ พี่กระต่ายน้อย ฮ่ะๆ ทีนี้ล่ะ...หวานแน่!"

"เอานะครับ...5 4 3 2 1 Action ครับ"

ขาดคำของผู้กำกับ รยอวุคก็ทำท่าจะเดินหนีเยซอง แต่มือหนากลับเอื้อมไปจับกับมือบางไว้ มิหนำซ้ำ แค่ออกแรงนิดหน่อย ร่างเล็กบางก็เซมาปะทะกับร่างสูงของเยซอง แล้วคนหน้าใสก็ก้มลงกระซิบที่ริมหูคนหน้าคมว่า...

"ไงครับ คนดี จะหนีพี่ไปไหน"

"พะ...พี่เยซอง! ปละ ปล่อย...นะครับ"

"ทำไมล่ะ เขินเหรอครับ โอ๋ๆ งั้นมาซุกหน้ากับอกพี่ก็ได้นะ"

พูดพลางเยซองก็ทำท่าจะกดหัวรยอวุคให้ซุกอยู่ที่อกของเขา แต่รยอวุคก็ดิ้นหนีพลางร้องเสียงสั่น...

"หยะ อย่าแกล้ง แกล้ง...ผม สิ สิ สิครับ...ไม่เอา..."

"พี่ไม่ได้แกล้งนะ เอ...โกรธงั้นเหรอ รยอวุค โอ๋ๆ ไม่แกล้งนะครับ คนดี พี่ขอโทษนะ อย่าโกรธได้ไหม ก็รยอวุคน่ารักนี่นา"

เยซองพูดพลางก็ยกแขนโอบรอบร่างเล็กบางไว้ แต่อยู่ๆ รยอวุคก็เงยหน้าขึ้นมองเย.องพลางพูดด้วยเสียงซื่อๆ ดวงตาแป๋ว...

"พี่เยซองพูดผิดแล้ว คนที่น่ารักน่ะ พี่นะครับ ผมหน้าไม่ใส ไม่หวานเหมือนพี่ซะหน่อย ตัวก็เตี้ย หน้าตาก็ธรรมดามากๆ เลย"

"...อุ๊บ! ฮ่ะๆ รยอวุค! นายนี่...ฮ่ะๆๆ"

เยซองหัวเราะลั่นด้วยความขำจนรยอวุคที่ตอนแรกก็เขินมากๆ กลับลืมเขิน ใบหน้าคมเริ่มเอ๋องงกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของคนตรงหน้า แล้วคนซื่อๆ ไร้เดียงสาอย่างรยอวุคก็เอ่ยถามเยซองว่า...

"พี่เยซองขำอะไรครับ ผมพูดอะไรตลกเหรอครับ"

"ฮ่ะๆๆ โอเคๆ พี่ไม่ขำแล้ว...เฮ้อ! นี่ล่ะ ความน่ารักของรยอวุค เลิกคิดว่าตัวเองธรรมดาได้แล้วนะ คนดี...รยอวุคน่ารักสำหรับพี่เสมอนะครับ"

พูดจบ เยซองก็ดึงมือของรยอวุคมาจูบเบาๆ อย่างทะนุถนอม ทีนี้รยอวุคเลยกลับมาเขิน หน้าแดง พูดไม่ออกตามเดิม! แล้วผู้กำกับก็สั่งคัทด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เสียงหัวเราะยังไม่จางหายไปจากปากของเขาเลยด้วยซ้ำ! แล้วก็ถึงคิวของคู่ต่อไป...ลีทึกกับคังอิน...

คู่เราแล้วนะครับ เจ้าหญิงของผม"

"

คังอินพูดเสียงร่าเริง ใบหน้าหมีๆ กรุ้มกริ่ม ดวงตาสีนิลพราวระยับ ลีทึกเลยซ่อนยิ้มก่อนจะแกล้งพูดเสียงดุๆ ว่า...

"อย่ามาเรียกฉันเป็นเจ้าหญิงของนายนะ ฉันไม่ใช่หมีซะหน่อย! แล้วเวลาทำงานก็ตั้งใจด้วย ไม่ใช่เอาแต่เล่น เข้าใจไหม หมีพูห์"

"ง่ะ! คร้าบๆ เข้าใจแล้วครับเจ้า เอ้ย! พี่ลีทึก...ดุจริงเล๊ย!"

คังอินแอบๆ บ่น แต่พอลีทึกปรายตามอง หมีหนุ่มก็ยิ้มกริ่มแล้วรีบเดินมาประจำตำแหน่ง แต่...ยังไม่ทันที่ผู้กำกับจะสั่งแอ๊คชั่น คังอินก็ยกมือขึ้นพลางร้องถามฮีชอลเสียงดัง...

"เจ๊! เออ! เจ๊แหละ ผมขอแอบๆ เลิฟซีนเหมือนไอ้ซีวอนได้ไหมอ่ะ เจ๊"

"ไอ้หมีหื่น!"

เสียงหวานๆ 2 เสียงประสานกันดังลั่น แล้วเสียงทุบ อึ้ก! 2 อึ้ก! ก็ดังขึ้นพร้อมๆ กับคนโดนทุบ หนุ่มหน้าหล่อกับหนุ่มหน้าหมีก็แหกปากร้องลั่นด้วยความเจ็บ! และการถ่ายทำก็เริ่มขึ้น...ซะที!!!

"พี่ลีทึก...คังอินคิดถึงจังเลยครับ"

คังอินพูดพลางเอื้อมมือจะไปดึงร่างบอบบางมากอด แต่ลีทึกก็หลบแขนหมีนั้นทัน! และคนหน้าสวยหวานก็ออกเดินลิ่วพลางพูดเสียงเรียบๆ แบบไม่ใส่ใจว่า...

"อย่ามาปากหวาน สตอเบอแหลที่สุด ไอ้หมีอืด!"

"โหวววว...ที่รักครับ พูดงี้ได้ไง หมีพูห์เจ็บปวดน๊า"

คังอินพูดพลางเดินตามร่างบอบบางมาติดๆ แต่ลีทึกก็หันขวับกลับมาพลางเงื้อกำปั้นขึ้น ใบหน้าสวยหวานดูดุจนคังอินชะงัก คอย่น!!!

"เดี๋ยวนะ! เมื่อคืนหายไปไหนมา ฮึ! แล้วมาบอกคิดถึง ไปตายซะเลยไป๊! ไอ้หมีสะตอเบอแหล!"

"ง่า...เขาไม่ได้สะตอเบอแหลน๊า ก็เมื่อคืนเจ้าชินดงมันไปก่อเรื่องไว้ หมีหล่อก็เลยต้องตามไปช่วย ไม่เชื่อถามป๋าฮันก็ได้นะครับ"

"ไม่ถาม! ก็ปลาไหลพอกันทั้งคู่น่ะล่ะ ไปเลยนะ! ไปให้พ้นหน้า ก่อนที่จะเจ็บตัว"

"แง! ไม่เอาอ่า หมีไม่ไป ก็หมีรักพี่ลีทึกนี่ครับ ขอกอดหน่อยได้ไหม คนสวย"

"ไม่ให้! เข้ามาสิ แม่ทุบให้คอย่นเลย!"

ลีทึกพูดพลางเงื้อกำปั้นขึ้นด้วยสีหน้า แววตาเอาจริง ทีนี้คังอินเลยถอยกรุดแถมยังทำหน้าตาแบบว่าเสียดายสุดๆ แล้วผู้กำกับก็ทำท่าจะสั่งคัทเพราะเห็นแล้วว่าคู่นี้ไม่มีเลิฟซีนแหงๆ ทว่า...

"อย่าเพิ่งครับ"

ฮันกยองพูดพลางยิ้มกริ่ม! ดูถูกใครก็ได้ แต่อย่าดูถูก 7 เทพ นี้เด็ดขาด! 1.เขาเอง 2.ไอ้น้องเล็กสุดป่วนคยูฮยอน 3.ซีวอนไอ้จอมเจ้าเล่ห์ 4.เจ้าแม่เจ๊โหดเรลล่าฮีชอล 5.หัวหน้าวงหน้าหวานแต่ซ่อนเปรี้ยวปรี๊ดส์ๆ ลีทึก 6.เยซองหน้าใสแต่ชอบแต๊ะอั๋ง (รยอวุค) และสุดท้าย 7.ไอ้หมีอืด ถึก หื่น เจ้าชู้ แผนสูงคังอิน!!!

เพิ่งจะคิดจบ ฮันกยองก็ได้ยินลีทึกร้องเสียงดัง และเมื่อหันไปมอง ชายหนุ่มหน้าเข้มคมก็แทบหัวเราะก๊ากเมื่อเห็นว่า...

บนพื้นทราย ร่างหมีๆ ได้ขึ้นคร่อมร่างบอบบาง มือหนาโอบรัดเอวบางไว้ และ ใบหน้าหมีๆ แต่หล่อดีก็ก้มลงเกือบติดชิดกับใบหน้าสวยหวานที่แดงก่ำเป็นลูกสตอเบอร์รี่ แล้วคังอินก็พูดเสียงหวาน ตาพราว...

"ไงจ๊ะ ที่รัด เอ้ย! ที่รัก...หนีไปไหนไม่ได้แล้ว มาให้หอมแก้มซะดีๆ นะครับ"

"ไอ้หมีบ้า! ปล่อยนะ นี่! โกรธแล้วนะ คังอิน ไอ้หมีหื่นจอมฉวยโอกาสนี่!"

ลีทึกร้องเสียงดังแล้วพยายามจะผลักร่างหมีออกไป แต่...ยากส์! แรงของคนตัวบางๆ หรือจะสู้แรงหมีถึก อึด อืดแถมหื่นอีกต่างหากได้! นอกจากจะผลักไม่รู้สึกแล้ว ใบหน้าคมเข้มยังโน้มลงจนเกือบชิด แต่ก่อนที่คังอินจะทำอะไร อยู่ๆ ร่างหมีก็ผละออกและดึงร่างบอบบางให้ลุกตาม! ทุกคนต่างก็ยืนอึ้งด้วยคิดไม่ถึงว่าอยู่ๆ หมีจะหยุดยั้งท่วงท่าที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มซะได้! แม้แต่ลีทึกเองก็คล้ายจะนิ่งอึ้งอย่างคิดไม่ถึง...

แล้วอยู่ๆ คังอินก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน...โอ้! หมีหื่นยิ้มอ่อนโยนเจ้าค่ะ! มันเป็นไปแล้ว! ไม่พอ! นอกจากจะยิ้มอ่อนโยนแล้ว คังอินยังดึงร่างบอบบางมาจูบเบาๆ ที่หน้าผากอย่างทะนุถนอมและแสนรัก...แล้วเด็กหนุ่มหน้าคมเข้มก็พูดเสียงหวาน ตาพราวแต่จริงจัง...

"คนอย่างคังอินรักใครรักจริง ไม่คิดทำร้ายและฉวยโอกาสกับคนรักแน่ครับ สัญญาด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย เกาหลี แห่งวง SJ เลย ถ้าจะมีอะไรจริงๆ พี่ลีทึกต้องยอมอนุญาต...ไม่งั้นคังอินก็คงต้องรอไปเรื่อยๆ ล่ะนะครับ"

"...แล้วถ้าให้รอจนแก่ล่ะ จะรอไหม"

ลีทึกถามเสียงเบา แทบกลั้นใจรอฟังคำตอบ...และคังอินก็เงียบไปชั่วอึดใจ แต่แล้ว มือหนาก็เอื้อมมาจับกับมือบางพลางบีบเบาๆ และเด็กหนุ่มหน้าคมเข้มก็พูดอย่างหนักแน่นเป็นคำสัญญา...

"รอครับ! ต่อให้แก่ไม่มีแรง แต่ถ้าลีทึกให้รอ คังอินก็จะรอ"

"...จะจำไว้..."

ลีทึกพูดพลางยิ้มหวานใส่ตาคนหน้าหมี แล้วคนหน้าสวยหวานก็เดินหนีไปด้วยความเขินอาย แต่ว่า...เฮ้อ! จากเหตุการณ์วันนี้ สงสัยจะให้หมีหนุ่มรอ